พระมหาชนก

พระมหาชนก

บุคคลซึ่งไม่ละซึ่งความเพียรและรักษาความเพียรนั้นโดยไม่ย่อท้อ

Time reading :: 4 minutes

“พระมหาชนก” หนึ่งในการ์ตูนแอนิเมชันของไทย โดยในพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระปรมินมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่พระองค์เป็นผู้อำนวยการสร้าง และตรวจสอบทุกขั้นตอน โดยมีบุคลากรและผู้ชำนาญการด้านแอนิเมชันมาสร้างสรรค์ผลงานให้เราได้รับชมกัน ใช้ระยะเวลาผลิตทั้งสิ้น 4 ปี จากปี 2553-2557 โดยในพระราชนิพนธ์ เรื่อง พระมหาชนก มีทั้งหมด 3 องค์ คือ องค์ที่ 1 กำเนิด องค์ที่ 2 ความเพียร และองค์ที่ 3 ปัญญา

ภาพจาก ภาพยนตร์อนิเมชั่น เรื่อง พระมหาชนก : องค์ ๑ “กำเนิด” โดย Thai PBS

จุดเด่นของการ์ตูน พระมหาชนก

แม้ผู้เขียนจะรู้เรื่องราวของพระมหาชนกจากการอ่านหนังสือมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่พอมาดูการ์ตูนแอนิเมชันที่จัดสร้างขึ้นมานี้ ต้องขอชื่นชมว่าทำได้ดีมาก ภาพสวย ปราณีต และการดำเนินเรื่องสนุก สิ่งหนึ่งที่ทำให้การ์ตูนเรื่องนี้มีเสน่ห์ ก็คือ การขับเสภา เช่นตอนที่ท้าวสักกะ (ท้าวอมรินทร์เทวาธิราช หรือ พระอินทร์) นั่งไม่ติดหรือบังลังก์ร้อน โดยในเสภาขับไว้ว่า ให้ร้อนรุ่มดังสุมไฟ ไหม้รอนรา สมาธิธรรมบันดาลให้ขุ่นมัว เพราะท้าวสักกะเป็นเทวดาที่มีจิตใจเมตตา และคอยปกป้องคนที่มีคุณธรรมสูง มีบุญมาก เมื่อบังลังก์ร้อน พระองค์จะลงมาช่วยเหลือคนนั้น เปรียบได้กับคนทำดี แต่คนอื่นอาจจะมองไม่เห็น แต่เทวดาท่านเห็น


ในช่วงเวลาของความทุกข์ใจ เศร้าโศก และสูญเสีย บุญบารมี บุญญาธิการ
และความเชื่อมั่น ในความดี อันเป็นสิ่งประเสริฐ จะช่วยทำให้ผ่านพ้นช่วงเวลา ที่ยากลำบากนั้นไปได้

พระมหาชนก องค์ที่ 1 – กำเนิด

ในทศชาติชาดก ได้กล่าวถึงการบำเพ็ญบารมี  10 ชาติสุดท้ายของพระโพธิสัตว์ ซึ่ง พระมหาชนกชาดก จัดว่าเป็นชาติที่ 2 ที่พระโพธิสัตว์ได้บำเพ็ญวิริยบารมี หลังจากที่ได้ทั้งอ่านและดูพระมหาชนก หลายๆ เวอร์ชั่นแล้ว ผู้เขียนเกิดความสงสัยในใจหลายครั้งว่า ในทศชาติชาดกมีหลายเรื่อง ทำไมในหลวงท่านถึงได้โปรดปรานและสนพระทัยเรื่อง พระมหาชนก มากที่สุด

พระมหาชนก
ภาพจาก ภาพยนตร์แอนิเมชัน รื่อง พระมหาชนก : องค์ ๒ “ความเพียร” โดย Thai PBS

ผู้เขียนได้พยายามค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม สุดท้ายไปเจอในหนังสือเรื่อง “พระราชาผู้ทรงศาสตร์ทรงศิลป์”  โดยท่าน  รศ.ดร.รื่นฤทัย สัจจพนธุ์ เขียนไว้ในตอน พระมหาชนก คำสอนจาก “พ่อ”  จึงได้เข้าใจแจ่มแจ้งว่า เหตุใดในหลวงท่านถึงได้สนพระทัยเรื่องพระมหาชนกนี้ โดยมีที่มา ดังนี้

“เมื่อ พ.ศ. 2520 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสดับพระธรรมเทศนาของสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (วิน ธมมสาโร มหาเถร) วัดราชผาติการาม เรื่องพระมหาชนก เสด็จทอดพระเนตรพระราชอุทยานในกรุงมิถิลา เรื่องมีใจความว่า ที่ทางเข้าสวนหลวงมีต้นมะม่วงสองต้น ต้นหนึ่งมีผล อีกต้นหนึ่งไม่มีผล ทรงลิ้มรสมะม่วงอันโอชาแล้วเสด็จเยี่ยมอุทยาน เมื่อเสด็จกลับออกจากสวนหลวง ทอดพระเนตรเห็นต้นมะม่วงที่มีผลรสดีถูกข้าราชบริพารดึงทึ้งจนโค่นลง ส่วนต้นที่ไม่มีลูกยังคงตั้งอยู่ตระหง่าน แสดงว่าสิ่งใดดี มีคุณภาพ จะเป็นเป้าหมายของการยื้อแย่งและจะเป็นอันตรายในท่ามกลางผู้ขาดปัญญา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนพระราชหฤทัย จึงทรงค้นเรื่องพระมหาชนกในพระไตรปิฏก (พระสุตตันปิฏก ขุททกนกายชาดก เล่มที่   4 ภาคที่ 2) และทรงแปลเป็นภาษาอังกฤษ ตรงจากมหาชนกชาดก ตั้งแต่ต้นเรื่อง โดยทรงดัดแปลงเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น”

ละนี่เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า นอกจากพระองค์เองจะทรงพระวิริยะอุตสาหะ ปกครองบ้านเมืองและประชาชน พระองค์เองก็ยังต้องการสอนประชาชนของท่าน เรื่องความเพียร ด้วยการปรับเนื้อหาให้ทันสมัย อ่านง่าย และเข้าใจกันอย่างทั่วถึง เหมือนกับพระมหาชนกในองก์ที่ 3 เรื่องปัญญา  ที่เพียรสร้างความรู้ ความเข้าใจให้กับประชน

บุคคลใดไม่ละซึ่งความเพียร และรักษาความเพียรนั้นโดยไม่ย่อท้อ เมื่อกระทำการใดไปแล้วย่อมทำให้ถึงสิ่งที่ปรารถนา เปรียบเป็นทุนและพลังที่ก่อกำเนิด ให้บรรลุวัตถุประสงค์ สมดั่งใจหมาย

พระมหาชนก องค์ที่ 2 – ความเพียร

จะเห็นว่า ที่สุดคนเราทำอะไรต้องมีความเพียร แม้จะไม่เห็นฝั่งก็ต้องว่ายน้ำต่อไป เพราะหากเรารู้ว่าสิ่งที่เรากำลังทำนั้นไม่สำเร็จ ก็คงเกียจคร้านที่จะทำตั้งแต่เริ่มต้น  เหมือนตอนที่พระมหาชนกตอบโต้กับนางเมขลา ว่า

                        นางเมขลา  –   นี่ใคร เมื่อแลไม่เห็นฝั่งก็อุตสาหพยายามว่ายอยู่ท่ามกลางมหาสมุทร ท่านรู้อำนาจประโยชน์อะไร จึงพยายามว่ายอยู่อย่างนี้นักหนา

                        พระมหาชนก – ดูก่อนเทวดา เราไตร่ตรองเห็นปฏิปทาแห่งโลก และอานิสงฆ์แห่งความเพียร เพราะฉะนั้น ถึงจะมองไม่เห็นฝั่ง เราก็ต้องพยายามว่ายอยู่ท่ามกลางมหาสมุทร

                        นางเมขลา – ฝั่งมหาสมุทรลึกจนประมาณไม่ได้ ย่อมไม่ปรากฏแก่ท่าน ความพยายามอย่างลูกผู้ชายของท่านก็เปล่าประโยชน์ ท่านไม่ทันถึงฝั่งก็จักตาย

                        พระมหาชนก – บุรุษเมื่อกระทำความเพียร แม้จะตายก็ชื่อว่า ไม่เป็นหนี้ในระหว่างหมู่ญาติ เทวดา และบิดามารดา อนึ่ง บุรุษเมื่อทำกิจอย่างลูกผู้ชายย่อมไม่เดือดร้อนในภายหลัง

                        นางเมขลา –   การงานอันใด ยังไม่ถึงที่สุดด้วยความพยายาม การงานอันนั้นก็ไร้ผล มีความลำบากเกิดขึ้น การทำความพยายามในฐานะอันไม่สมควรใดจนความตายปรากฎขึ้น ความพยายามในฐานะอันไม่สมควรใดจนความตายปรากฏขึ้น ความพยายามในฐานะอันไม่สมควรนั้น จะมีประโยชน์อะไร

                        พระมหาชนก –   ดูก่อนเทวดา ผู้ใดรู้แจ้งว่าการงานที่ทำจะไม่ลุล่วงไปได้จริง ชื่อว่าไม่รักษาชีวิตของตน ถ้าผู้นั้นละความเพียรในฐานะเช่นนั้นเสีย ก็จะพึงรู้ผลแห่งการเกียจคร้าน ดูก่อนเทวดา คนบางพวกในโลกนี้เห็นผลแห่งความประสงค์ของตนจึงประกอบการงานทั้งหลาย การงานเหล่านั้นจักสำเร็จหรือไม่ก็ตาม ดูก่อนเทวดา ท่านก็เห็นผลแห่งกรรมประจักษ์แก่ตนแล้วมิใช่หรือ คนอื่นๆ จมในมหาสมุทรหมด เราคนเดียวยังว่ายข้ามอยู่ และได้เห็นท่านมาสถิตอยู่ใกล้ๆ เรา   เรานั้นจักพยายามเต็มสติกำลัง จักทำความเพียรที่บุรุษควรทำ ให้ไปถึงฝั่งแห่งมหาสมุทร

                        นางเมขลา – ท่านใดถึงพร้อมด้วยความพยายามโดยธรรม ไม่จมลงในห้วงมหรรณพซึ่งประมาณมิได้ เห็นปานนี้ ด้วยกิจคือความเพียรของบุรุษ ท่านนั้นจงไปในสถานที่ ที่ใจท่านยินดีเถิด

  • ปฏิทา แปลว่า ทางดำเนิน ข้อปฏิบัติ แนวทางปฏิบัติ ความประพฤติ
  • มหรรณพ  แปลว่า มหาสมุทร

การกระทำการใดๆ ที่ไม่คำนึงถึงผลกระทบ ย่อมก่อให้เกิดซึ่งปัญหาและอุปสรรค แต่หากกระทำการใดๆ ที่ใช้ความรู้และสติปัญญา โดยคำนึงถึงหลักการ จะนำพาให้ทุกสรรพสิ่ง ไปสู่ความสำเร็จที่พอเพียง

พระมหาชนก องค์ที่ 3 -ปัญญา

ปัญญา

สิ่งหนึ่งที่เราได้เรียนรู้จาก พระมหาชนก นอกจากความเพียรแล้ว ยังต้องมีความกล้าหาญ ประกอบกับมีกำลังกายกำลังใจ  เพียรแม้จะไม่รู้ว่าสิ่งนั้นจะสำเร็จหรือไม่ ความเพียร คือ หนึ่งในมรรคมีองค์แปด นั่นก็คือ สัมมาวายมะ

โดยสรุปว่าจำง่ายๆ คือ เพียรระวัง เพียรละ เพียรสร้าง เพียรรักษา 

  1. เพียรระวัง อกุศลที่ยังไม่เกิด – คือ อกุศลบางอย่างที่เราไม่เคยทำมาก่อน แต่อาจจะรับรู้จากผู้อื่น จากการเรียน ได้ยิน ซึ่งเราต้องระวังไม่ให้เกิด โดยการระวังทางกาย วาจา และใจ ที่มาจากความโลภ โกรธ หลง
  2. เพียรละ อกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว – คือ สิ่งที่เราประพฤติไม่ดี ทางกาย วาจา และใจ เช่น อาจจะผิดศีลมาก่อน โดยการลักทรัพย์ ให้ร้าย หรือพูดจาส่อเสียดผู้อื่น จะต้องเพียรละ
  3. เพียรสร้าง กุศลที่ยังไม่เกิด – คือ สิ่งที่เราไม่เคยได้ทำ เช่น การเจริญวิปัสสนา นั้นเป็นสิ่งที่ควรทำนอกจากที่เรารักษาศีล หรือทำบุญ ทำทานต่างๆ
  4. เพียรรักษา กุศลที่เกิดขึ้นแล้ว – คือ สิ่งที่เราทำมาแล้ว ที่เป็นกุศล ได้แก่ การรักษาศีล การภาวนา ก็ทำสิ่งนั้นให้เจริญขึ้น ดีขึ้น และทำอย่างสม่ำเสมอ
rice

ถ้าเรามองความหมายในมุมกว้างๆ สิ่งที่น่าจะยากที่สุดในการทำความเพียร ก็คือ “เพียรรักษา”  เพราะมันต้องใช้กำลังใจที่เข้มแข็งมากเพื่อรักษาสิ่งหนึ่ง เหมือนเราปลูกต้นไม้ตั้งแต่เป็นเมล็ด รดน้ำ ใส่ปุ๋ย ดูแลจนกระทั่งออกดอกออกผล หรือแม้กระทำการคิดทำการงานใดๆ การใช้ชีวิตปัจจุบัน ก็ต้องทำให้มันยั่งยืน สืบเนื่องต่อไป เสมอต้นเสมอปลาย

อุปสรรคของความเพียร

อุปสรรคของความเพียร ก็เห็นจะได้แก่ ความเกียจคร้าน ผู้เขียนเคยอ่านหนังสือการ์ตูนขายหัวเราะตอนเรียนชั้นประถม มีเรื่องหนึ่งที่อ่านแล้วจำได้ถึงทุกวันนี้ (อาจจะดัดแปลงเล็กน้อย เพราะจำไม่ได้ทั้งหมด ) คือ มีการจัดแข่งขันว่า ใครขี้เกียจที่สุดคนนั้นชนะ มีผู้ชายคนหนึ่งลงเข้าแข่งขัน โดยผู้ชายคนนี้นั่งอยู่เฉยๆ จนหยากไย่ขึ้น ประมาณว่าขี้เกียจสุดๆ ไม่ทำอะไรเลย รับรองว่าต้องชนะแน่ๆ แต่แล้วคนชนะกลับเป็นอีกคนหนึ่งที่ลงชื่อแล้วไม่มาแข่งขัน คือ ประมาณว่าขี้เกียจแม้กระทั่งจะมาแข่งความขี้เกียจ

แม้ในพระธรรมคำสอนเองก็มีปรารภไว้ เกี่ยวกับเหตุที่เป็นที่ตั้งของความเกียจคร้าน 8 อย่าง

โดยในเหตุ 8 อย่างที่เป็นในทางเสื่อมนั้น คือเหตุเป็นที่ตั้งแห่งความเกียจคร้านในการปฏิบัติธรรม ถ้าจะอธิบายคำสอนให้เห็นภาพเป็นภาษาง่ายๆ จึงขอเปลี่ยนเปลี่ยนจากการความเพียรในการปฏิบัติธรรม เป็นความเพียรทางโลก ยกตัวอย่างเช่น การทำงานบ้าน

1. เมื่อเราทำงานอะไรสักอย่างอยู่ เราก็จะคิดว่า ร่างกายคงจะเหน็ดเหนื่อย ช่างเถิด เราจะนอน

2. เมื่องานที่ทำนั้นเสร็จแล้ว เราก็จะคิดว่า ร่างกายเหน็ดเหนื่อยแล้ว ช่างเถิด เราจะนอน

3. เมื่อต้องเดินทางไปที่ไหนสักที่ เราก็จะคิดขณะเดินทางว่า ร่างกายคงจะเหน็ดเหนื่อย ช่างเถิด กลับไปเราจะนอน

4. เมื่อเดินทางไปถึงแล้ว เราก็จะคิดว่าเราได้เดินทางมาถึงแล้ว ร่างกายเหน็ดเหนื่อยแล้ว ช่างเถิด เราจะนอน 

5. เมื่อต้องแสวงหาอาหารแล้วไม่ได้ดั่งใจ เราก็จะคิดว่า ร่างกายเหน็ดเหนื่อยแล้ว ช่างเถิด เราจะนอน

6.เมื่อต้องแสวงหาอาหารแล้วได้ดั่งใจ เราก็จะคิดว่า ร่างกายเหน็ดเหนื่อยแล้ว ช่างเถิด เราจะนอน

7.เมื่อป่วยเล็กน้อย เราก็จะคิดว่า ร่างกายสมควรที่จะนอน ช่างเถิด เราจะนอน

8.เมื่อหายป่วยแล้ว เราก็จะคิดว่า ร่างกายเพิ่งหายป่วย มีกำลังน้อย ช่างเถิด เราจะนอน

สรุปสุดท้าย ช่างเถิด เราจะนอน ไม่ทำงานบ้านแล้ว เพราะมีข้ออ้างต่างๆ นั่นเอง สายชิลทั้งหลายน่าจะประมาณนี้…

ความพยายามของคนขี้เกียจ

“I will always choose a lazy person to do a difficult job because he will find an easy way to do it.” ―Bill Gates

ผมจะเลือกคนขี้เกียจให้ทำงานยากๆ เสมอ เพราะพวกเขาจะพยายามหาหนทางที่ง่ายเพื่อทำให้มันสำเร็จ

คำพูดของบิล เกตส์ นั้นน่าคิดว่าความขี้เกียจนั้นก็ดี มีประโยชน์ ข้าวของที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้ ส่วนใหญ่ก็ถูกสร้างขึ้นมา ส่วนหนึ่งเพราะอำนวยความสะดวกจากความขี้เกียจของคนทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์ดูดฝุ่น เครื่องซักผ้า เครื่องล้างจาน จะเห็นว่าถึงคนเราจะขี้เกียจก็ยังมีความพยายาม แต่คนส่วนใหญ่มักจะพยายามในทางโลก ทีนี้เราย้อนกลับไปในเรื่อง สัมมาวายะมะ กลับไปดูว่าความเพียรนั้นประกอบไปด้วย 4 ข้อ (สัมมัปปธาน4) ก็จะเห็นว่าพระพุทธองค์ทรงสอนให้เรา เพียร เพื่อที่จะนำไปสู่ความหลุดพ้น

แม้ในการตูน์แอนิเมชันพระมหาชนก จะจบตรงที่พระมหาชนกทรงสร้างความรู้ ความเข้าใจให้แก่ประชาชนเพื่อความเป็นปึกแผ่นของแผ่นดิน แต่สุดท้าย พระมหาชนกก็ได้ออกแสวงหาโมกขธรรม   ดังนั้นความหมายในทางธรรมจึงลึกซึ้งกว่าที่เราเข้าใจกั

บทสรุป

ความเพียร ในการปฏิบัติธรรม ก็เปรียบเสมือนพระมหาชนก ที่ว่ายน้ำอยู่ท่ามกลางมหาสมุทร แม้ไม่เห็นฝั่งก็ยังจะว่ายไป เพราะยังไม่หลุดพ้น ขึ้นชื่อว่าบุคคลที่มองเห็นฝั่ง ผู้นั้นย่อมเข้าสู่กระแสแห่งความหลุดพ้น (นิพพาน) การประกอบความเพียร ใดๆ จึงต้องอาศัยกำลังจิต กำลังใจ วิริยะ อุตสาหะ และความพอดี ไม่ตึงไป ไม่หย่อนไป ทำอย่างเสมอต้น เสมอปลาย ไม่ท้อแท้ ไม่หวั่นไหว สักวันหนึ่งเราอาจจะได้ขึ้นไปยืนบนฝั่ง และตอนนั้นเราก็จะเป็นบุคคลที่สิ้นอาสวะแล้วนั่นเอง