มังสวิรัติ ในทัศนะท่านพุทธทาสภิกขุ

มังสวิรัติ ในทัศนะท่านพุทธทาสภิกขุ

Time reading :: 3 minutes

เริ่มเข้าถึงเทศกาลกินเจเมื่อไร่ ทำให้ผู้เขียนนึกย้อนไปถึงตอนที่กินเจครั้งแรกเมื่อหลายปีก่อน ด้วยสถานการณ์บางอย่างที่ทำให้รู้สึกว่าต้องกินเจ  ต้องยอมรับว่าเกิดมาไม่เคยกินเจ และไม่ได้คิดจะกิน ในเมื่อต้องกินก็ต้องลองดูสักครั้งหนึ่ง ในช่วงระหว่างที่กินเจนั้น เกิดความสับสนในใจ จนกระทั่งบังเอิญไปเจอหนังสือ มังสวิรัติ ในทัศนะท่านพุทธทาสภิกขุ พร้อมด้วยทัศนะของพระราชวรมุนี ในงานมหกรรมหนังสือที่จัดขึ้นช่วงปลายปีพอดี

หนังสือเล่มนี้ น่าจะจัดว่าเป็นหนังสือหายากเล่มหนึ่ง โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องการกินผักกินเนื้อ เช่น ข้อคิดเรื่องอุททิมังสะ, ศีลข้อหนึ่ง, ตอบปัญหาข้อสงสัยในการกินเนื้อกินผัก รวมถึงบันทึกการทดลองอาหารธรรมชาติ 3 เดือน ของท่านพุทธทาสภิกขุ ซึ่งผู้เขียนเห็นว่ามีบางตอนที่น่าสนใจ จึงขอหยิบมาเล่าสู่กันฟัง

คำว่า อุททิสมังสะ คือ เนื้อที่ไม่ควรฉัน เพราะเป็นการฆ่าเจาะจงถวาย

ในสมัยก่อนยังไม่มีร้านขายเนื้อสัตว์ ผู้คนเองก็มักชอบทำบุญ การทำบุญสมัยก่อนจึงมีการฆ่าสัตว์เป็นส่วนใหญ่ซึ่งเป็นการ   “ฆ่าเพื่อทำบุญ” เพราะเป็นการฆ่าเพื่อถวายพระ

พระพุทธเจ้าได้กล่าวกับหมอชีวกโกมารภัจจ์ที่มาเข้าเฝ้าว่า เนื้อที่ไม่ควรบริโภคมี 3 อย่างคือ 

1. เนื้อที่ตนเห็น เช่น ภิกษุเห็นชาวบ้านฆ่าปลาเมื่อวานแล้วนำปลามาถวายวันนี้ ก็ไม่ควรรับ แต่ถ้าชาวบ้านบอกว่าเนื้อนี้เขาทำเพื่อประโยชน์ต่อตัวเองหรือเพื่อพระราชาต่างหาก เช่นนี้ควรรับ  

2. เนื้อที่ตนได้ยิน เช่น ได้ยินมาว่าชาวบ้านไปหว่านแหเพื่อตกปลา แล้วชาวบ้านนำปลามาถวายวันนี้ ก็ไม่ควรรับ แต่ถ้าชาวบ้านบอกว่าเนื้อนี้เขาทำเพื่อประโยชน์ต่อตัวเองหรือเพื่อพระราชาต่างหาก เช่นนี้ควรรับ 

3.เนื้อที่ตนรังเกียจ เช่น ภิกษุ ไม่ได้เห็น และไม่ได้ยิน แต่เมื่อไปบิณฑบาตแล้วชาวบ้านเอาปลามาถวาย รู้สึกเกิดระแวงหรือรังเกียจ ก็ไม่ควรรับ แต่ถ้าชาวบ้านบอกว่าเนื้อนี้เขาทำเพื่อประโยชน์ต่อตัวเองหรือเพื่อพระราชาต่างหาก เช่นนี้ควรรับ 

จะเห็นว่าพระไม่มีทางเลือกหรือจำกัดอาหารได้เลย แม้ปัจจุบันก็ตาม ถ้าใครกินเจ ก็ถวายอาหารเจให้กับพระ ใครกินมังสวิรัติก็ถวายให้กับพระ เพราะหากพระเลือกว่าต้องการกินเนื้อหรือผัก อาจจะะเกิดบาปขึ้นได้  ผิดกับเราที่เป็นชาวบ้านหรือคนธรรมดาที่ไม่ได้มีข้อจำกัดมากนัก

อ่านเพิ่มเติม ชีวกสูตร


อุททิสะมังสะ

หลวงปู่แหวน กับ หลวงปู่ตื้อ ท่านได้เดินธุดงค์มายังหมู่บ้นแห่งหนึ่ง มีวัดประจำหมู่บ้าน แต่ไม่มีพระสงฆ์อยู่ มีเพียงสามเณรอยู่รูปเดียว สามเณรดีใจมากที่เห็นท่านทั้งสอง ได้จัดหาที่พักและน้ำร้อนมาถวาย เสร็จแล้วก็หลบออกไป สักพักหลวงปู่ทั้งสอง ได้ยินเสียงไก่ร้องกระโต๊กกระต๊าก แล้วก็เงียบเสียงลง สักครู่ใหญ่ๆ ก็มีกลิ่นไก่ย่างโชยมาตามลม หลังจากนั้นไก่ย่างร้อน ๆ ก็ถูกน้ำมาวางตรงหน้าหลวงปู่ทั้งสอง

สามเณประเคนถาดอาหารด้วยความนอบน้อม “นิมนต์ครูบาฉันไก่ก่อน ข้าวเหนียวกำลังร้อนๆ นิมนต์ครับ”

หลวงปู่ทั้งสองรับประเคนอาหารจากเณร ให้ศีลให้พรตามธรรมเนียม แล้วท่านจะฝืนพระวินัยฉันไก่ย่างร้อนๆ นั้นได้อย่างไร ? เพราะเป็น อุททิสะมังสะ เป็นการจงใจฆ่าสัตว์เพื่อทำอาหารถวายโดยตรง ถึงแม้ท่านทั้งสองจะไม่เห็นแต่ท่านก็รู้และก็ได้ยิน ท่านจึงละเว้นการฉันไก่ย่าง ฉันแต่ข้าวเหนียวเท่านั้น

อีกเหตุการณ์หนึ่ง

หลวงพ่อชา สุภัทโท บริเวณสำนักที่ท่านพำนักอยู่นั้น ด้านทิศเหนือ เป็นแอ่งน้ำใหญ่ มีปลาชุกชุมมาก เวลาฝนตกหนัก น้ำล้นฝั่ง ปลาก็ตะเกียกตะกายตามน้ำมา เพื่อจะเข้าไปในแอ่งน้ำใหญ่ บางตัวเรี่ยวแรงดี ก็ข้ามคันหินธรรมชาติที่กั้นเป็นขอบแอ่งน้ำขึ้นไปได้ แต่บางตัวหมดกำลังเสียก่อน ก็นอนกระเสือกกระสนหายใจพะงาบๆ อยู่บนคันหินนั้น หลวงพ่อสังเกตเห็น จึงได้ช่วยจับมันปล่อยลงไปในแอ่งน้ำอยู่บ่อยๆ

เช้าวันหนึ่งก่อนออกบิณฑบาต หลวงพ่อได้เดินไปดูปลาที่คันหินเช่นทุกเช้า พบกว่าเช้าวันนั้น มีคนเอาเบ็ดมาตกปลาไว้ตามริมแอ่งน้ำเป็นระนาว เห็นมีปลาติดเบ็ดอยู่ ท่านก็ช่วยมันไม่ได้ เพราะเบ็ดมีเจ้าของ ได้แต่มองด้วยความสลดใจ รำพึงว่า “เพราะปลากินเหยื่อเข้าไป เหยื่อนั้นมีเบ็ดด้วย ปลาจึงติดเบ็ด เห็นปลาติดเบ็ดแล้วก็สงสาร เพราะความหิวแท้ๆ ปลาจึงกินเหยื่อที่เขาล่อเอาไว้ ดิ้นเท่าไรๆ ก็ไม่หลุด เป็นกรรมของปลาเองที่ไม่พิจารณา คนเราก็เช่นเดียวกัน กินอาหารมูมมามไม่เลือกพิจารณา ย่อมเป็นเหมือนปลาหลงกินเหยื่อแล้วติดเบ็ด เป็นอันตรายแก่ตนเองได้ง่ายๆ “

หลังจากไปบิณฑบาตกลับมาเช้าวันนั้น หลวงพ่อได้พบว่า โยมชาวบ้านได้เอาอาหารพิเศษมาถวาย คือ ต้มปลาตัวโตๆ ทำให้หลวงพ่อนึกรู้ได้ทันทีว่า ต้องเป็นปลาติดเบ็ดที่ท่านเห็นเมื่อรุ่งเช้านี้แน่ๆ บางทีอาจเป็นปลาที่ได้เคยช่วยชีวิตเอามันปล่อยลงน้ำมาแล้วก็ได้ เกิดความรู้สึกรังเกียจไม่อยากฉันทันที เมื่อโยมถวายจึงเพียงแต่รับไว้ตรงหน้าแต่ไม่ยอมฉัน ถึงแม้อาหารไม่ค่อยมี มีแต่ปลาร้าแจ่วบองกับผัก อด ๆ อยากๆ ก็ตาม แต่ท่านก็ไม่ยอมฉันต้มปลาของชาวบ้าน เพราะกลัวว่าถ้าฉันไปแล้วโยมอาจดีใจถือว่าคงได้บุญใหญ่ จะไปตกเบ็ดเอาปลาในแอ่งมาต้มแกงถวายอีกในวันต่อไป …


คนกินเนื้อบาปกว่าคนที่กินผักหรือไม่ ?

ทีนี้ประเด็นคือ คนกินเนื้อบาปกว่าคนที่กินผักหรือไม่ จริงๆ แล้ว ไม่ว่ากินอะไรก็ฆ่าเหมือนกัน แม้แต่ผักก็ต้องฉีดยาฆ่าแมลง ไถนาก็ฆ่าสัตว์ สิ่งที่ควรทำคือ ไม่ทำความสำคัญในใจว่ากินอะไร ไม่กินอะไร แต่ให้กินในสิ่งที่ไม่เป็นโทษ กินเพื่ออยู่  

มังสวิรัติ

ปกหลังของหนังสือ เขียนไว้ว่า หนังสือเรื่อง มังสวิรัติ ในทัศนะท่านพุทธทาสภิกขุ นี้ ได้รวบรวมความคิดเห็นจากข้อเขียนและคำบรรยายของท่าน ตั้งแต่ยุคต้นเมื่อแรกตั้งสวนโมกข์จนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นระยะเวลาห่างกันถึง 50 ปีไว้ เพื่อช่วยให้ผู้อ่านเห็นความคิดของท่านที่ก่อตัว คลี่คลาย จนได้บทสรุปที่ชัดเจน จากประสบการณ์ทางธรรมะอันยาวนานและแสดงเหตุผลตลอดจนความมุ่งหมายที่แท้จริงในการถือปฏิบัติเรื่องนี้ของท่านตั้งแต่เริ่มต้นด้วย

กล่าวคือ การปฏิบัตินี้เป็นไปเพื่อขัดเกลากิเลสในใจตน ทั้งส่วนที่หยาบและประณีตโดยลำดับ ทั้งยังต้องหมั่นทบทวนตรวจสอบอยู่เสมอ ถึงความยึดมั่นถือมั่นของตนที่อาจจะเกิดขึ้นจากการปฏิบัติสิ่งนั้นๆ ดังนั้นข้อเขียนและคำบรรยายชุดนี้จึงมีประโยชน์อย่างน้อย 2 ด้านคือ ช่วยให้เข้าใจความคิดของท่านอาจารย์ต่อเรื่องมังสวิรัติโดยตลอดสาย มิใช่อ้างหรือตัดเอาตอนในตอนหนึ่งไปใช้อย่างผิดประเด็น และช่วยให้รู้จักวางท่าที่ที่ถูกต้อง และพึงปฏิบัติต่อเรื่องมังสวิรัติอีกส่วนหนึ่งด้วย

มังสวิรัติ

ในหนังสือยังมีอีกหลายๆ เรื่องที่ให้ข้อคิด เช่น เราจะไปนิพพานด้วยการกินผักกันหรือ ? ท่านพุทธทาสก็จะย้อนให้เราลองขบคิดว่า เราจะไปนิพพานได้โดยต้องบวชเท่านั้นหรือ ? ซึ่งจริงๆ แล้ว เราจะเห็นว่าฆราวาสก็บรรลุธรรมได้  หากแต่ว่าการบวชอาจจะช่วยให้บรรลุเร็วขึ้น การกินผักก็เช่นกัน  ก็เหมือนเป็นเครื่องมือ ที่ช่วยฝึกให้เราลดตัณหาหรือเอาชนะลิ้นได้   ก็ขึ้นอยู่กับมุมมองว่าหากเราเริ่มปฏิบัติเพื่อการลดละ จริงๆ การกินผักก็อาจจะเป็นวิธีหนึ่งของการปฏิบัติธรรมก็ได้


ย้อนกลับมาเรื่องการกินเจของผู้เขียนเมื่อหลายปีก่อน

หลังจากที่ทดลองกินเจเป็นระยะเวลา 9 วัน สิ่งที่ผู้เขียนสังเกตกับตัวเองได้คือ อุจจาระไม่มีกลิ่นเหม็นเลย ซึ่งต่างจากการกินเนื้อสัตว์มาก เนื่องจากเป็นมือใหม่ ไม่เคยกินโปรตีนเกษตร ไม่กินเต้าหู้ ไม่กินน้ำเต้าหู้  และยังติดกับรสของเนื้อสัตว์ เพราะฉะนั้นพอมากินวันแรก ๆ สิ่งที่รู้สึกได้คือ รสชาติแปลกๆ  หลังจากนั้นอีกหลายวันก็เริ่มรู้จักสารพัดเมนูเจ ตั้งแต่ ราดหน้าปลาหมึกเจ กุ้งอบวุ้นเส้นเจ หมูย่างเจ ซึ่งตอนนั้นซื้อกินอย่างเดียว ไม่ได้ทำเอง ก็สนุกสนานเพลิดเพลินอยู่ได้ระยะหนึ่ง จนกระทั่งวันหลังๆ เริ่มคิดว่า เราฝืนกินไปเพื่ออะไร เราได้ประโยชน์หรือโทษจากสิ่งที่กำลังทำอยู่ เราทำไปเพื่ออะไร จนวันสุดท้ายตอกไข่ใส่กระทะ แล้วกลับมาพิจารณากับข้าวที่กินอยู่  แล้วก็พบคำตอบว่า นั่นก็เพราะการกินนี้ เป็นการกินความเชื่อมากว่ากินด้วยปัญญา จนลืมไปว่าการปฏิบัติธรรมนั้น ควรเน้นด้วยปัญญามากกว่า และมาเข้าใจทีหลังว่า สิ่งที่ทำนั้นเรียกว่า สีลัพพตปรามาส

สีลัพพตปรามาส คือความเชื่ออย่างเห็นผิดในอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายนอกตัว ความยึดมั่นในความดีเพียงขั้นศีลของตน และความเชื่อว่าการบำเพ็ญทางกายวาจาเท่านั้นที่จะสามารถทำให้คนบริสุทธิ์จากกิเลสหรือหลุดพ้นได้ ความเห็นเหล่านี้ถูกจัดเป็นความเห็นที่ผิดพลาดในทางพระพุทธศาสนาเพราะเนื่องด้วยพระพุทธศาสนาเน้นเรื่องภายในจิตใจคือการหลุดพ้นด้วยปัญญาภายในเป็นสำคัญ https://th.wikipedia.org/wiki/สีลัพพตปรามาส

มังสวิรัติ

หากเรากินเพราะความตั้งใจกินเพื่อสุขภาพ เพื่อเว้นจากกรรม เพื่อลดการเบียดเบียนสัตว์เล็กสัตว์ใหญ่แล้ว  เชื่อว่าเป็นการกินที่ได้ประโยชน์ทั้งทางกายและจิตใจ  แม้จะแฝงไปด้วยความเชื่อแต่ก็ถือว่าเกิดปัญญา


กินอาหารด้วยปัญญา ?

แต่หากเรากินด้วยปัญญาจริงๆ ล่ะ  ก็คือกินไปด้วยปฏิบัติธรรมไปด้วย  อย่างที่พระอาจารย์หลายท่านบอก ว่าปฏิบัติธรรม เราทำได้ทุกเมื่อ ไม่ใช่แค่นั่งสมาธิ  ถ้าเราคิดได้แบบนี้ เราไม่จำเป็นต้องยึดติดว่ากินมังสวิรัติ กินเจ กินคลีน กินเนื้อสัตว์อะไรเลย เพราะอะไร เพราะเรากินอะไรก็ได้ อาหารจะกลายเป็นเครื่องมือฝึกสติ  กินแล้วไม่ทุกข์ไม่สุข กินเพื่อดับเวทนา และไม่บำรุงธาตุขันธ์จนเกินไป  นั่นแหละ ลองสังเกตตัวเอง เวลากินอะไรถูกใจ หรือไม่ถูกใจ เรารู้สึกยังไง  เวลาเราหิว เรามีอาการแบบไหน

ในหนังสือตอนท้ายๆ จะมีบันทึกของท่านพุทธทาสภิกขุ ในการทดลองอาหารธรรมชาติ 3 เดือน

เช่นเดียวกัน หากเราอยากลองทดสอบตัวเอง เราสามารถฝึกปฏิบัติภาคลดการปรุงแต่งด้านอาหารได้  ดังนี้

  • ทำอาหารเอง-โดยลดการปรุงแต่ง คือ ลดเครื่องปรุงต่างๆ  เริ่มต้นจากการลดการใช้ซีอิ๊ว น้ำมันหอย  ซอสปรุงรสต่างๆ ค่อยลดลง ปรับลงให้เหลือแค่เกลือ น้ำตาล หรือไม่ใส่เลย ทำได้สักพักหนึ่งก็จะเริ่มชินเองและจะเริ่มรับรู้ถึงรสชาติของวัตถุดิบต่างๆ ชัดมากขึ้น แต่วิธีนี้เหมาะกับการทำกินคนเดียว อยู่คนเดียว หากทำกับข้าวให้คนในบ้านกิน เพื่อเป็นการเดินทางสายกลาง เราอาจจะจำเป็นต้องปรุงบ้าง ต้องคิดว่าเราฝึกตัวเอง แต่อย่าให้คนอื่นเดือดร้อน
  • ซื้อกับข้าวกิน – ลดการใช้เครื่องปรุงหรือน้ำจิ้มต่างๆ  เช่น น้ำปลาพริก น้ำจิ้ม น้ำส้มสายชู   หรือไม่ปรุงอะไรเลย
soysource

กินไป ฝึกไป

สำหรับบางคนอาจจะมองว่าไม่จำเป็นที่ต้องทำเรื่องพวกนี้ แต่ที่ฝึกเรื่องพวกนี้ เพราะเป็นเครื่องป้องกันตัวเองและเป็นการฝึกหรือข่มจิตหรือข่มใจนั่นเอง ที่เรียกว่า ทมะ ข่มเพื่ออะไร ? เพื่อไม่ให้จิตอยู่ใต้อำนาจของความอยาก ความโกรธ ความหลง และยึดติด ลองฝึกไม่ปรุงสักพักใหญ่ จิตมันก็มักมาหลอกและไม่ให้เราได้อยู่เป็นสุขง่ายๆ  พอเราไม่ปรุงอะไร วันไหนเจออาหารที่ร้านค้า แม่ค้า ปรุงรสจัดไป เค็มไป จืดไป หวานไป  อาหารร้อนไป เย็นไป มันก็กระทบกับอารมณ์  บางทีซื้อผลไม้มา ทำไมมันไม่หวาน ไม่สุก ไม่กรอบ ไม่สด ก็กระทบกับอารมณ์อีก เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ บางทีไปกินร้านแพงๆ แต่รสชาติไม่ได้เรื่องเลย ก็โมโหคนขายอีก ส่วนคนขายก็ได้เงินไม่ได้รับรู้อะไร แต่กลายเป็นเราต่างหากที่รู้สึกทุกข์ร้อนใจ

มีหลายคนที่มีวิถีการกินแนวนี้อยู่แล้ว ปรุงน้อย หรือไม่ปรุงเลย กินอาหารตามธรรมชาติ ตามหลักสมดุล ร้อน-เย็น หรือแม้กระทั่งกินชีวจิต มังสวิรัติ กินผัก กินเนื้อ เมื่อเรารู้จักลด ละ ข่มใจต่อรสชาติ ความอยากเกินพอดีทั้งหลายได้ เราก็จะเป็นคนกินง่าย อยู่ง่าย มันก็จะทำให้กายเรา ใจเราสบายมากยิ่งขึ้น จนถึงขั้นที่เราสามารถปฏิบัติภาวนาได้ดีหรือก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น ดังเช่นที่ท่านพุทธทาสภิกขุได้กล่าวไว้ว่า การปฏิบัตินี้เป็นไปเพื่อขัดเกลากิเลสในใจตนทั้งส่วนหยาบและประณีตโดยลำดับ

เสียงมากระทบหู

บทพิจารณาอาหาร

เราย่อมพิจารณาโดยแยบคายแล้วฉันบิณฑบาต

ไม่ให้เป็นไปเพื่อความเพลิดเพลินสนุกสนาน                      

ไม่ให้เป็นไปเพื่อความเมามัน เกิดกำลังพลังทางกาย

ไม่ให้เป็นไปเพื่อประดับ

ไม่ให้เป็นไปเพื่อตกแต่ง

 แต่ให้เป็นไปเพียงเพื่อความตั้งอยู่ได้แห่งกายนี้

เพื่อความเป็นไปได้ของอัตตภาพ

เพื่อความสิ้นไปแห่งความลำบากทางกาย

เพื่ออนุเคราะห์แก่การประพฤติพรหมจรรย์ด้วยการทำอย่างนี้ 

เราย่อมระงับเสียได้ ซึ่งทุกขเวทนาเก่า คือความหิว

และไม่ทำทุกขเวทนาใหม่ให้เกิดขึ้น

อนึ่ง ความเป็นไปโดยสะดวกแห่งอัตตภาพนี้ด้วย,

ความเป็นผู้หาโทษมิได้ด้วย,และความเป็นอยู่โดยผาสุกด้วย, จักมีแก่เรา ดังนี้