จิตมาร

มารนอกขวางทางโลก มารในขวางทางธรรม : ส่อง “จิตมาร” ผ่านมุมมองพุทธและโลกนิยายจีน
เวลาได้ยินคำว่า “จิตมาร” แว่บแรก เราน่าจะนึกถึงความดาร์ก โหด อะไรประมาณนี้ใช่มั้ย แต่พอไปดูนิยายหรือซีรีย์จีน คำว่า “มาร” กลับดูยิ่งใหญ่ เป็นเผ่าพันธุ์ เป็นจอมมารที่ทรงพลัง จนดูเหมือนจะเป็นคนละเรื่องกับคำสอนในพุทธศาสนาไปเลย
วันนี้เราไม่ได้ชวนคุยเรื่องมารในจินตนาการ.. แต่จะชวนสำรวจ “จิต” ของเราที่พร้อมจะกลายเป็นจิตมารได้ทุกขณะ โดยเริ่มจากจุดที่ใกล้ตัวเราที่สุด อย่าง “มาร” ในมุมมองแบบไทยๆ ที่เราคุ้นเคยกันก่อนว่า จริงๆ แล้วมารคือใคร?
มารฉบับไทย – บอสใหญ่ที่ขวางการพ้นทุกข์
มารไม่ได้เริ่มจากการเป็นปีศาจน่ากลัว แต่มาในรูปแบบ “ผู้ขัดขวาง” โดยมีตัวตึง คือ “เทวปุตตมาร” ซึ่งตามตำนานท่านเป็นถึงเทพผู้มีบารมีสูงบนสวรรค์ชั้นที่ 6 ท่านไม่ได้เกลียดความดี แต่ท่านแค่ไม่อยากให้ใครหนีออกจากวงจรความสุขที่ควบคุมอยู่
นอกจากบอสบนสวรรค์แล้ว เรายังมีมารที่ใกล้ตัวกว่านั้น ลองสังเกตดูดี ๆ เวลาที่เรากำลังจะเริ่มทำสิ่งดี ๆ แล้วจู่ๆ ก็เริ่มงอแง ขี้เกียจ หาข้ออ้าง ตรงนี้แหละคือด้านมืดที่เรามักไม่อยากยอมรับ และมักมาในรูปแบบที่คุ้นเคยเสมอ คือ อะไรก็ตามที่มาขวางเป้าหมายดี ๆ เราเรียกว่า “มาร” ได้หมด จนกลายเป็นคำติดปากว่า “มารผจญ” ซึ่งจริงๆ แล้วมันคือ สัญญาณเตือนว่า จิตมาร กำลังเริ่มทำงาน และกำลังทดสอบว่า “เราจะรู้เท่าทันมัน” ได้แค่ไหน
เมื่อมารในแบบไทยคือ “อุปสรรค” คำถามคือ… ถ้าไปอีกวัฒนธรรมหนึ่ง เขามองมารแบบเดียวกันไหม?
มารฉบับจีน – คำเดียวที่รวมโลกภายนอกและภายใน
ก่อนพุทธศาสนาจะเดินทางไปถึงจีน จีนก็มีโลกของผี ปีศาจเป็นของตัวเองอยู่แล้ว พอพุทธศาสนาเข้ามาในจีนสมัยฮั่น นักแปลพระไตรปิฎกต้องหาคำแทน “Māra” จนมาลงตัวที่คำว่า 魔 (Mo) คำนี้รวมเอา “ปีศาจร้ายภายนอก” ตามความเชื่อจีนโบราณ เข้ากับ “อุปสรรคทางใจ” ตามหลักพุทธไว้ด้วยกัน
พูดง่ายๆ คือ มารไม่ใช่แค่ผีร้ายที่มาหลอก แต่คือ “ไอมาร” หรืออิทธิพลบางอย่างที่สามารถแทรกซึมเข้าสู่ส่วนลึกในจิตใจได้ทุกเมื่อ จุดนี้เองที่เป็นปมพล็อตเรื่องสุดคลาสสิกของนิยายจีน เพราะมันสะท้อนว่ามารที่แท้จริง มักจะเริ่มจากข้างในเสมอ
มารในโลกนิยายจีน
เรามามองโลกนิยายจีนที่ผูกเรื่องกับมารบ่อยมาก ซึ่งส่วนใหญ่เรามักเห็นจาก 3 แนวใหญ่ๆ
- โลกเซียน : ฝึกบำเพ็ญตน หลายภพภูมิ เต็มไปด้วยเผ่ามาร จอมมาร
- กำลังภายใน : สำนักดี-ชั่ว วิชามาร ลมปราณ
- ข้ามมิติ/เกิดใหม่ : ตัวละครย้อนอดีต เปลี่ยนชะตา (มักมีฉากเกี่ยวกับมารถ้ามีองค์ประกอบฝึกพลัง)
พระเอกฝ่ายมาร มักเป็นตัวละครที่ถูกบีบคั้นจน “จิตมาร” ตื่นขึ้นเพื่อปกป้องตัวเอง แม้จะร้ายจัด แต่ก็ยังมีความดีให้เห็นบ้าง เพราะในความดาร์กนั้นมี “เสน่ห์” ที่เราเข้าถึงได้มากกว่าคนดีที่เพอร์เฟกต์เกินไปทำให้รู้สึกอินกับตัวละคร เหมือนมนุษย์ที่มีทั้งขาวและดำ ที่ต้องต่อสู้กับด้านมืดในใจตัวเองตลอดเวลา
จุดบรรจบ
ในนิยายจีนมีคำกล่าวที่คมมากคือ “ความคิดเดียวเป็นพุทธะ ความคิดเดียวเป็นมาร” (一念成佛,一念成魔) หมายความว่า เส้นกั้นระหว่างเทพกับมารนั้นบางนิดเดียว ห่างกันแค่ “หนึ่งขณะจิต” เท่านั้น ถ้าใจตั้งมั่นในเมตตาเราคือเทพ แต่ถ้าเผลอให้ความโกรธครอบงำเพียงวินาทีเดียว เราก็พร้อมจะ “รู่หมัว” (入魔) หรือที่นิยายแปลชอบใช้ว่า “ธาตุไฟเข้าแทรก” ถูกมารครอบงำ ได้ทันที
ซึ่งพอมองกลับมาที่สำนวนไทย “สวรรค์ในอก นรกในใจ” มันคือเรื่องเดียวกันเป๊ะเลย ทุกอย่างตัดสินกันที่สถานะของจิตใจในวินาทีนั้นๆ
พูดง่าย ๆ คือ เราทุกคนเกิดมาพร้อมกับ “เมล็ดพันธุ์แห่งมาร” หรือกิเลสที่ซ่อนอยู่ข้างในอยู่แล้ว จะว่าเราทุกคนมี “จิตมาร” ก็น่าจะใช่ แต่เราแค่มักไม่ค่อยยอมรับด้านมืดนี้ เพราะไม่มีใครอยากเห็นภาพตัวเองในมุมที่ไม่ดีใช่ไหมล่ะ?
สุดท้ายแล้ว มารที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่จอมมารในนิยาย แต่คือ “มารในใจ” ที่แสดงตัวผ่านอารมณ์ในทุกครั้งที่เราเผลอ ความโกรธ ความอยาก หรือความขี้เกียจ… สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ผิด แต่มันจะกลายเป็น “จิตมาร” ทันทีเมื่อเราไม่รู้เท่าทัน “การมีสติรู้ทันใจตัวเองนี่แหละ คือวิถีแห่งการปราบมารที่แท้จริง”
ข้อมูลเพิ่มเติม:
- ความหมายของมาร 5 ในทางพุทธศาสนา: 84000.org
