ทำไมต้อง “พุทโธ”

มีเรื่องที่น่าประหลาดใจ และหลายคนอาจจะยังไม่เคยรู้ ว่าจริงๆ แล้วคำว่า “พุทโธ” ที่เราท่องกัน ไม่ได้เป็น “คำบริกรรม” ที่เขียนไว้ในพระไตรปิฎก
สมัยก่อนการฝึกจิตที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญ คือ“อานาปานสติ” หรือการรู้ลมหายใจเข้า-ออก พระพุทธองค์ให้เราแค่ดูลมหายใจ แค่ลมหายใจเข้าก็รู้ ลมหายใจออกก็รู้ ไม่ต้องมีคำบริกรรมอะไรพิเศษเลย
แล้ว “พุทโธ” เริ่มใช้กันเมื่อไหร่ ? แล้วคนสมัยพุทธกาลเค้าไม่ต้องท่องพุทโธ แต่ทำไมบรรลุธรรมกันมากมาย
ถ้าเราย้อนภาพไปเมื่อสองพันกว่าปีก่อน ผู้คนตื่นมาก็พบกับธรรมชาติ ชีวิตมีสิ่งเร้าน้อยกว่าคนสมัยเรามาก สภาพจิตใจก็เหมือนกับน้ำในสระที่นิ่ง แค่ดูลมหายใจนิดเดียวก็ “สงบ” ได้ไม่ยาก
แล้วมาดูยุคสมัยของเรา แค่หลับตาก็ฟุ้งซ่านแล้ว จิตเราเหมือนน้ำในเครื่องซักผ้า มันหมุนติ้วไม่หยุด การที่จะให้เรามาให้นั่งนิ่งๆ ดูลมหายใจเฉยๆ มันก็กลายเป็นอะไรที่ยาก และชวนให้ท้อแท้
ซึ่งจุดนี้แหละที่ “หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล” พระอาจารย์ใหญ่สายวัดป่าท่านมองเห็น ท่านเป็นพระที่ “พูดน้อย แต่ปฏิบัติมาก” ท่านเข้าใจดีว่าใจคนรุ่นเรามันฟุ้งซ่านเก่ง ท่านเลยเมตตาหยิบเอาพุทธคุณมาย่อให้สั้นเหลือแค่ “พุทโธ” เอาไว้ให้เราไปเกาะเวลานั่งนิ่งๆ
นี่คือที่มาของ “อุบายธรรม” ที่แยบคายที่สุดอย่างหนึ่งในสายพระป่า
หลวงปู่เสาร์ได้ส่งต่อวิชาพุทโธให้ศิษย์เอกอย่าง หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต และศิษยานุศิษย์ในสายท่านแต่ละรูปก็นำไปใช้ไม่เหมือนกัน
หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
ท่านสอนให้ใช้พุทโธ สู้กับความกลัวหรือความป่วยไข้
หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
ท่านเน้นการภาวนาพุทโธรัวๆ เหมือนการล้อมคอกกั้นใจที่พยศหนักๆ ให้ยอมสยบ ก่อนจะก้าวไปใช้ปัญญาพิจารณาธรรม
หลวงปู่ดูลย์ อตุโล
แม้ท่านจะเน้นเรื่องการดูจิต แต่ก็ให้เริ่มจากพุทโธ เพื่อให้จิตมีกำลังพอจะย้อนกลับไปมองดู ‘ผู้รู้’ ภายในได้ชัดๆ
คำเดียวแต่ใช้ต่างกันตามจริต
แล้วจริง ๆ “พุทโธ” คืออะไร?
พุทโธคือเทคนิคที่ผสานพลังสองสาย คือ พุทธานุสสติ (ระลึกถึงพระพุทธเจ้า) และ อานาปานสติ (ลมหายใจ) โดยการวางคำว่า “พุ-” ไว้ในลมเข้า และ “-โธ” ไว้ในลมออก การล็อคสติไว้สองชั้นแบบนี้ช่วยให้จิตมีที่ยึดแน่นขึ้น
เมื่อฝึกไปจนถึงจุดหนึ่ง หลายคนก็มักจะตกใจว่า “พุทโธหายไปไหน?” จริงๆ แล้วนี่คือสิ่งที่ดี เพราะมันคือสภาวะที่จิตละเอียดจนเข้าสู่สมาธิระดับลึก เช่น ลมหายใจละเอียดจนแทบไม่รู้สึก ตัวเบา หรือเวลาผ่านไปโดยไม่รู้ตัว ถ้าเปรียบง่ายๆ คือ พุทโธ เป็นเสมือน “เรือ” พอส่งเราถึง “ฝั่ง” แล้ว เราก็แค่สละเรือลำนั้นทิ้ง และเดินขึ้นฝั่งไปหาความสว่างต่อ
หลายคนไปจดจ่ออยู่กับการท่องพุทโธในหัว จนลืมว่าจริงๆ แล้วลมหายใจต่างหากที่เป็นตัวหลัก พุทโธแค่มาช่วยให้สติเกาะอยู่กับลมหายใจ กลายเป็นเครียด ปวดหัว สิ่งสำคัญคือ การนั่งด้วยความ “สบาย” และก็เพลิดเพลินกับมัน เหมือนเรากำลังนั่งเล่นรับลมเย็นๆ อยู่ริมน้ำ พูดง่ายๆ คือ มันต้องรู้สึก “ใจระรื่น” อย่าไปกดหรือข่มจิตไว้
และความระรื่นนี้เองที่เราไม่ต้องจำกัดว่า จะต้องทำแค่ตอนนั่งสมาธิหลับตา ระหว่างวันก็ทำได้ ไม่ว่าจะเดิน จะรอรถ หรือกำลังเครียดๆ เราก็หายใจลึกๆ ยาวๆ ดึงสติมาสัก 3-5 ลมหายใจ พุทโธ แค่นี้ก็พอแล้ว
ที่น่าทึ่งคือ ไม่ใช่แค่สายพระป่าบ้านเราเท่านั้นที่ใช้คำบริกรรมสั้น ๆ ฮินดูเองก็มีคำว่า “โอม” หรือพุทธมหายานก็ใช้ “โอม มาณี ปะเม ฮุง”
ไม่ว่าจะใช้คำไหน หลักการเดียวกันคือเพื่อให้จิตมีที่ยึด เป็นฐานสู่การพัฒนาจิตในขั้นต่อไป
ส่วนใครที่ยังรู้สึกว่าพุทโธแล้วยังไม่นิ่ง พุทโธแล้วยังวุ่นวาย ก็ไม่ต้องท้อใจไป เพราะหลวงปู่เสาร์ กันตสีโล ท่านเคยทิ้งคำสอนสั้น ๆ ที่เป็นหัวใจสำคัญไว้ให้เราว่า
“ทำให้มาก ทำให้บ่อย แล้วจะรู้เอง”
